Famous People

posted on 02 Sep 2011 14:19 by meewty508
Famous   People
 
ชื่อ  ปรีติ   บารมีอนันต์
 ชื่อเล่น  แบงค์
วันเกิด  25  ตุลาคม  2525อายุ  29 
ปีประกอบอาชีพ  นักร้อง  นักแสดง
จบการศึกษา  มหาวิทยากรุงเทพ  คณะศิลปศาสตร์
รางวัลที่ได้รับ  นักร้องยอดเยี่ยม  ชนะเลิศวงดนตรียอดเยี่ยม hot  wave music awards ปีที่3

คำถามทบทวน

posted on 30 Aug 2011 20:05 by meewty508
 

1.มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร 

ตอบ มัลติมีเดีย  คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟิก (Graphic)  ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound) และวีดิทัศน์ (Video)เป็นต้น และถ้าผู้ใช้สามารถที่จะควบคุมสื่อให้นำเสนอออกมาตามต้องการได้จะเรียกว่า  มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia)   การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้สามารถจะกระทำได้โดยผ่านทางคีย์บอร์ด (Keyboard)เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) การใช้มัลติมีเดียในลักษณะปฏิสัมพันธ์ก็เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้หรือทำกิจกรรม รวมถึงดูสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง สื่อต่าง ๆ ที่นำมารวมไว้ในมัลติมีเดีย เช่น ภาพ เสียง วีดิทัศน์ จะช่วยให้เกิดความหลากหลาย ชาน่าสนใจ และเร้าความสนใจ เพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
 
2. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

ตอบ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์สามารถนำเสนอได้ทุกที่ ทุกเวลา หากเราคอมพิวเตอร์ และยังสามารถนำเสนอได้หลากหลายรูปแบบ มีทั้งตัวหนังสือ ภาพ สื่อมัลติมีเดีย ต่างๆ

3. Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบไดได้บ้าง

ตอบ สามารถนำเสนอได้ในรูป ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง กราฟต่างๆ

4. การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ   การ สร้างการเชื่อมโยงภายใน คือ การสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่น ๆ หรือไปยังภาพนิ่งอื่น ๆ ในไฟล์เดียวกัน แต่ การสร้างการเชื่อมโยงภายนอก เป็น การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกจากไฟล์งานที่นำเสนอ

5. นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

ตอบ โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์มือถือ ipad

6. นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

ตอบ การนำเสนอในรูปแบบ Microsoft PowerPoint  เพราะ การใช้งานของโปรแกรมใช้งานได้ง่ายไม่ซับซ้อน และสามารถนำเสนองานได้หลากหลายรูปแบบ

7. การตกแต่งนั้นสามารถทำได้โดยการเลือกที่แม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

ตอบ สามารถทำได้โดยการคลิกขวาบนพื้นที่ว่าง แล้วเลือกออกแบบภาพนิ่งจากนั้นเลือกใช้แม่แบบการออก แบบที่แถบเครื่องมือ

8. การกำหนดกล่องข้อความ หรือกำหนดวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

ตอบ  สามารถตั้งค่าได้โดยคลิกเลือกกล่องข้อความหรือวัตถุนั้นๆที่ต้องการ แล้วคลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง ซึ่งเราจะสามารถกำหนดกล่องข้อความหือวัตถุนั้นๆได้ตามใจชอบ

9. ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ ที่ใช้สำหรับ นำเสนอข้อมูล ตัวหนังสือ หรืออักษรมาอย่างน้อย 3โปรแกรม

ตอบ 1. Microsoft PowerPoint   2. Microsoft Word  3. Adobe Captivate        

10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอได้หรือไม่อย่างไร

ตอบ ได้ เพราะ โปรแกรมMicrosoft PowerPoint สามารถนำแสนองานในรูปแบบอื่นได้ เช่น กราฟ แผนภูมิ แผนภาพ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ฯ

11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint หรือไม่อย่างไร

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะสามารถนำเสนอข้อมูลผ่านสื่ออื่นๆได้อีก เช่น จอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เป็นต้น

12. Microsoft PowerPoint สามารถ แทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

ตอบ ได้ มีวิธี คือ คลิกที่คำสั่ง(เมนู) แทรก แล้วเลือก หัวข้อที่ต้องการ เช่น รูปภาพ หลังจากนั้นก็หาไฟล์ แล้วคลิกแทรก                                    ที่หน้าต่างนั้น ก็จะปรากฏรูปขึ้นมา(ภาพยนตร์และเสียงก็ทำในลักษณเดียวกัน)

13. การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และ กราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือ หรือตัวอักษรอย่างไร

ตอบ การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และ กราฟเหมือนเป็นการนำข้อมูลมาสรุปแล้ว จะทำให้เข้าใจได้ง่ายกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือ

14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft Power Point สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์ และซอร์ฟแวร์ใดบ้าง

ตอบ ฮาร์ดแวร์  เช่น เครื่งคอมพิวเตอร์ เครื่อวฉาย(โปรเจคเตอร์) ไมโครโฟน ลำโพง เป็นต้น

       ซอฟต์แวร์ นั่นคือโปรแกรม Microsoft PowerPoint โดยอาจมีโปรแกรมอื่นๆช่วยในการนำเสนอ

15. ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัว อักษร รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

ตอบ คอมพิวเตอร์ ,Microsoft PowerPoint ,โทรทัศน์ ,โทรศัพท์ ,Notebook ,มัลติมีเดีย หรือเว็บไซต์ ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอาจต้องใช้โปรแกรมต่างๆตามความเหมาะสมนั่นเอง

ประวัติการพัฒนาภาษาปาสคาล
 
Thanks: ฝากรูป" alt="" width="222" height="214" />
 

ประมาณปี ค.ศ.1970 ภาษาระดับสูงภาษาหนึ่งได้ถูกสร้างโดยดร.นิคลอล เวียร์ต 
(Professor Doctor Niklaus Wirth) ชาวเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 
ซึ่งต้องการพัฒนาให้เป็นภาษาสำหรับฝึกเขียนโปรแกรมสั่งงานคอมพิวเตอร์
อย่างมีระบบระเบียบ และได้กำหนดให้ภาษาใหม่นี้ชื่อว่า ภาษาปาสคาล 
(Pascal Language) เพื่อเป็นเกียรติแก่ Blaise Pascal 
ผู้สร้างเครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลก

 
 1.1 โครงสร้างของโปรแกรมภาษาปาสคาล
โปรแกรมในภาษาปาสคาล แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
1. ส่วนหัว (Heading) เป็นการประกาศชื่อของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วยคำว่า PROGRAM ตามด้วยชื่อของโปรแกรม และจบบรรทัดด้วย ;
รูปแบบ

PROGRAM ชื่อโปรแกรม (รายชื่ออุปกรณ์);

ตัวอย่าง
PROGRAM EXAM1;
PROGRAM EXAM1(INPUT,OUTPUT);

ข้อสังเกต ชื่ออุปกรณ์ คือ INPUT, OUTPUT หรือชื่อของไฟล์ที่เกี่ยวข้องภายในโปรแกรมถ้าไม่ระบุจะถือว่า INPUT เข้าทาง keyboard และ OUTPUT ออกทางจอภาพ
2. ส่วนข้อกำหนด (Declaration part) คือส่วนตั้งแต่ส่วนหัวไปจนถึงคำว่า BEGIN ของโปรแกรมหลัก และเป็นส่วนที่เรากำหนดค่าต่าง ๆ ดังนี้
2.1 VAR เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลให้แก่ตัวแปร
รูปแบบ


VAR รายชื่อตัวแปร : ประเภทของข้อมูล;

ตัวอย่าง

VAR I,J,K : INTEGER;
NAME : STRING;
SALARY : REAL;

2.2 TYPE เป็นการกำหนดแบบของข้อมูลขึ้นใหม่

รูปแบบ

TYPE ชื่อของแบบ = ประเภทหรือค่าของข้อมูล;

ตัวอย่าง

TYPE SCORE = INTEGER;
WEEK = (MON, TUE, WED, THU, FRI);
VAR TEST, MIDTERM, FINAL : SCORE;
DAY : WEEK;

จากตัวอย่างต้องประกาศชื่อแบบของตัวแปรก่อนแล้วจึงประกาศชื่อตัวแปรที่เป็นแบบ
2.3 CONST เป็นการกำหนดค่าคงที่ 

รูปแบบที่ 1

CONST รายชื่อค่าคงที่ = ค่าที่กำหนด;

รูปแบบที่ 2

CONST รายชื่อค่าคงที่ : ประเภทของข้อมูล = ค่าที่กำหนด;

ตัวอย่าง

CONST HEAD = ‘EXAMINATION’;
CONST A = 15;
CONST SALARY : REAL = 8000.00;

2.4 LABEL ใช้คู่กับคำสั่ง GOTO ภายในโปรแกรม

รูปแบบ 

LABEL รายชื่อของ LABEL;

ตัวอย่าง

LABEL 256,XXX;

เช่น GOTO 256; GOTO XXX;

3. ส่วนคำสั่งต่าง ๆ (Statement Part) เป็นส่วนสุดท้ายของโปรแกรม ขึ้นต้นด้วย “BEGIN” และปิดท้ายด้วย “END.”

ตัวอย่าง

BEGIN
Statement หรือคำสั่งต่าง ๆ ;
END.

1.2 ชื่อ (Identifier)
ชื่อ คือคำที่ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดใช้เป็นชื่อของโปรแกรม โปรแกรมย่อย ตัวแปร แบบของตัวแปร และค่าคงที่

การตั้งชื่อ
1. ตัวอักขระ (character) ที่นำมาใช้ คือ ตัวอักษร ตัวเลข และ (_) Underline
2. จะนำเครื่องหมายใด ๆ มาใช้เป็นชื่อไม่ได้
3. ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร หรือขีดล่าง
4. ความยาวของชื่อไม่เกิน 30 ตัว แต่จะมีความหมายเพียง 8 ตัวแรกเท่านั้น

1.3 คำ (Word)
คำในภาษาปาสคาล แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
1. พวกที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ได้แก่ แบบของข้อมูล ตัวแปร และค่าคงที่
2. พวกที่เกี่ยวกับคำสั่ง ได้แก่ คำสงวน (Reserved word) คำมาตรฐาน (Standard word) คำใหม่ (User defined word)

1.4 ข้อมูล (Data)
ภาษาปาสคาล แบ่งประเภทของข้อมูลเป็น 4 แบบ คือ แบบมาตรฐาน แบบผู้เขียนโปรแกรมกำหนด แบบโครงสร้าง และแบบพอยน์เตอร์
แบบมาตรฐาน เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในโปรแกรมทั่ว ๆ ไป เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นลำดับที่มีค่ามากน้อยตามลำดับ แบ่งเป็น 5 ประเภท
1. Integer เป็นข้อมูลเลขจำนวนเต็ม
2. Real เป็นข้อมูลเลขจำนวนจริงมีทศนิยม
3. Character เป็นข้อมูลตัวอักษร
4. String เป็นข้อมูลของชุดตัวอักษร เช่น String [30] เป็นการะบุค่าของสตริงว่ามีขนาด 30 ตัวอักษร
5. Boolean เป็นข้อมูลที่มีค่าเป็นไปได้ 2 ค่า คือ เป็นจริง (true), เป็นเท็จ (false) ตัวดำเนินการ (operators) ที่ใช้ในภาษาปาสคาล ได้แก่
NOT ให้กลับค่าทางคณิตศาสตร์ของ Boolean เช่น Not true เป็น false
ให้คูณเลขทางซ้ายกับเลขทางขวา
ให้หารโดยเลขทางซ้ายเป็นตัวตั้ง เลขทางขวาเป็นตัวหาร
DIV ให้หารแบบตัดเศษทิ้ง ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
MOD ให้หาเศษของการหาร ใช้ได้เฉพาะเลขจำนวนเต็มคู่
AND ให้ความเป็นจริง เมื่อทั้ง 2 กรณีเป็นจริงทั้งคู่
OR ให้ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริง เช่น (X MOD Y = 0) 0R (x-y = 0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็นศูนย์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง 2 อย่าง
XOR ให้ความเป็นจริง เมื่อกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นจริงเท่านั้น เช่น (X MOD Y Y= 0) XOR(X-Y=0) ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อ X หารด้วย Y ลงตัว หรือเมื่อ X-Y เป็น 0 อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน

     แบบผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้น ภาษาปาสคาลอนุญาตให้ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดรูปแบบของข้อมูลขึ้นมาใช้งานเฉพาะภายในโปรแกรมได้เอง โดยการประกาศไว้ในคำสั่ง VAR หรือ TYPE แบ่งเป็น 2 แบบ
1. กำหนดแบบใหม่ เป็นการกำหนดรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อใช้เฉพาะโปรแกรมนั้น ๆ 

ตัวอย่าง

TYPE color = (yellow,blue,red);
VAR dd = color;

ดังนั้น dd เป็นตัวแปรที่มีค่า 3 ค่า คือ yellow, blue, red

2. กำหนดช่วงของค่าข้อมูล เป็นการกำหนดช่วงของค่าของข้อมูลเฉพาะตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่ใช้ภายในโปรแกรม

ตัวอย่าง
TYPE NUM = 0..50;
VAR X : NUM;

ดังนั้น X จะเป็นตัวแปรที่มีค่าในช่วง 0 ถึง 50
     แบบโครงสร้าง เป็นการนำเอาข้อมูลแบบมาตรฐานหรือข้อมูลที่ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้นมาจัดให้มีระบบ มีโครงสร้างเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ การจัดข้อมูลโครงสร้าง แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ข้อมูล Array, set, record และ file
     แบบพอยน์เตอร์ เป็นข้อมูลที่เป็นดัชนีสำหรับระบุข้อมูลอื่น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลแบบนี้จะซับซ้อน ค่าของข้อมูลแบบพอยน์เตอร์จะไม่เป็นตัวเลข, ตัวอักษร แต่จะมีค่าเป็น address ในหน่วยความจำ RAM ที่ข้อมูลถูกเก็บอยู่

 
กฎการตั้งชื่อตัวแปร
         1. ต้องไม่ซ้ำกับคำสงวน
         2. ต้องประกอบด้วยตัวอักษร, ตัวเลข 
             และเครื่องหมายขีดล่าง ( _ ) เท่านั้น
         3. ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรหรือขีดล่างเท่านั้น 
             ห้ามขึ้นต้นด้วยตัวเลข
         4. ต้องมีความยาวไม่เกิน 63 ตัวอักษร

edit @ 11 Aug 2011 18:15:43 by meewty